ทำความเข้าใจง่ายๆกับขั้นตอน,วิธีการเทรด,ศัพท์เบื้องต้นทุกๆคำ อยากรู้คำไหนมากยิ่งขึ้นก็นำไป Search ดูครับ ง่ายๆ :P

เริ่มเทรด Forex ฟอเร็กซ์ คุณต้องมีอะไรบ้าง?

 -          NoteBook or Netbook , Tablet , Smartphone  อย่างใดอย่างนึง ที่สามารถเชื่อมต่อInternet ผมแนะนำSmartPhoneเลยครับ เพราะถืออยู่ตลอดเวลา ฝึกฝนสะดวก ออกออเดอร์จริงก็สะดวก ยิ่งมีกรุฟLine ที่เทรดForexด้วยกัน ยิ่งเพลิน แล้วถ้าคุณอยากรู้เพิ่มขึ้น มีเวลาค่อยเปิดจาก Notebook ..PC ..etc. ซึ่งจะมีฟังค์ชั่นในการใช้งานซ้บซ้อนกว่า

 -          บัญชีธนาคารในประเทศไทยสำหรับโอน-เบิกถอน

 -          Email A/C สำหรับติดต่อ และรับข่าวสารกับทางโบรคเกอร์ฟอเร็กซ์

 -          เปิดบัญชีเทรดกับโบรคเกอร์ที่เลือก โดยทั่วไปใช้หลักฐานแค่สแกน และสามารถอัพโหลดได้ทันที 1.สำเนาบัตรประชาชนหน้า/หลังหรือสำเนาพาสปอร์ท 2.สำเนาเอกสารที่ระบุชื่อและที่อยู่ของคุณที่เป็นไทย หรือภาษาอังกฤษ เช่น บิลค่าโทรศัพท์ บิลยอดบัตรเครดิตต่างๆ จากนั้นทางโบรคเกอร์จะส่งEmailรายละเอียดต่างๆไปยังEmailคุณที่ให้ไว้ ให้คุณใช้ Login และ Passwordเพื่อ login สู่ Website ของโบรคเกอร์ และสำหรับ Login สู่โปรแกรมในการเทรด MetaTrader4 ***ในเมลล์ที่ได้รับจะมี หมายเลขบัญชี , serverสำหรับการ loginใน  MT4 เช่น XM.COM-Real4 , XM.COM-Demo 2 -->ใส่หมายเลขบัญชี กับ password --> login

 -          ติดตั้งโปรแกรมเทรด MetaTrader4 (click for download ได้ที่นี่ ) หรือจาก Website ของทางโบรคเกอร์ฟอเร็กซ์ที่คุณเปิดบัญชีไว้ *โหลดAppลง SmartPhone ได้เลย มีทั้งระบบ iOS และ Android *** เปิด app แล้ว login ตามข้อ 2. ข้างต้น

 -          เงินลงทุน  การโอนทำได้โดย Login เข้า Website ของโบรคเกอร์จากนั้น ให้ไปที่ส่วนของการโอนเงินของโบรคนั้นๆ  การโอนมีได้หลายทางเช่น MOBILE banking ผ่านบัตรเครดิต เดบิต ... Etc เอาตามที่คุณสะดวก เมื่อโอนเสร็จเงินทุนจะไปแสดงยอดในโปรแกรม MetaTrader4 และพร้อมสำหรับการเทรด

Forex ฟอเร็กซ์ แตกต่างจากหุ้นตรงที่ สิ่งที่เรากำลังเทรดมีลักษณะเป็น คู่ๆ ซึ่งก็คือ การจับคู่ของสกุลเงินที่เราจะเทรด เช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโรกับเงินดอลล่าร์ ค่าเงินทางด้านซ้ายเราเรียกว่า Base Currency จะมีค่าเท่ากับ 1 unit เสมอ คุณลองนึกภาพเวลาเดินผ่านธนาคารตามห้าง สนามบิน ..Etc จะสังเกตเห็นป้ายแสดงอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินสกุลต่างๆ สำหรับแลกเวลาเราจะเดินทางไปต่างประเทศ นั้นแหล่ะครับ FOREX (มาจากคำว่า Foreign Exchange) 

ด้วยความที่เป็นตลาดโลกจึงมีการแลกเปลี่ยนคู่สกุลเงินต่างๆและมีการเก็งกำไรเกิดขึ้น เช่น EUR/USD   USD/JPY   GBP/JPY 

Ex. EUR/USD ณ.ราคาปัจจุบันที่ 1.3456 จะหมายถึง 1 Euro แลกเป็นเงิน US dollar ได้ 1.3456  ( 1/1.3456 )

Ex. USD/JPY ณ.ราคาปัจจุบันที่  110.33 จะหมายถึง 1 US dollar แลกเป็นเงิน JapanYEN ได้ 110.33 ( 1/110.33 )

กราฟ/แท่งเทียน หรือ กราฟแท่งเทียน ส่วนตัวผมขอให้คำอธิบายง่ายๆว่า กราฟ เกิดจากแท่งเทียนหลายๆแท่งมาเรียงต่อกันครับ ซึ่งหลักการของกราฟก็ใช้เหมือนกัน ในทุกตลาด หุ้นไทย หุ้นเทศ กราฟทอง น้ำมัน เข้าใจหลักการก็ใช้ด้วยกันได้หมดทุุกตลาด

กราฟแท่งเทียนในตลาด Forex เป็นกราฟที่แสดงราคาของคู่เงินนั้นๆในตลาด ซึ่งจะแสดงราคาเปิด ( Open Price ) ราคาปิด (Close Price) ราคาสูงสุด ( High Price) และราคาต่ำสุด( Low Price ) โดยต้นกำเนิดของกราฟแท่งเทียนมาจากประเทศญี่ปุ่น อันมีประวัติย้อนหลังยาวนานมาก นาย Munehisa Homma เป็นผู้คิดค้นจากการวิเคราะห์จิตวิทยาของคนในการซื้อ ขายและกำหนดราคาข้าว จากนั้นประเทศกลุ่มตะวันตกทั้งหลายได้เห็นถึงประสิทธิภาพจึงได้นำมาประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้น ตลาดซื้อขายล่วงหน้า ตลาดเงินตราระหว่างประเทศ 

รูปร่างทั่วไปของแท่งเทียน  General Of CandleStick Sharp แท่งเทียนจะประกอบด้วย ราคาปิด ราคาเปิด ราคาต่ำสุด ราคาสูงสุด ซึ่งระยะระหว่างราคาปิดและราคาเปิดเราจะเรียกว่า ตัวแท่ง ( Body)  ใส้เทียนด้านบน คือ Upper Shadow และ ใส้เทียนด้านล่าง Lower Shadow

*สมัยเกือบ 20 ปีก่อน computer ยังไม่ฉลาดเท่านี้ ตัวผมเองต้องตื่นมานั่งพล้อทกราฟโดยใช้ปากกาน้ำเงินกับแดงเขียนเป็นแท่งเทียนแสดงการขึ้นและลงของราคา ในช่วงสมัยทำงานในบริษัทเกี่ยวกับการเทรดในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าของญี่ปุ่น TOCOM

 

 แล้ว ... .. ... ?

คุณลองนึกภาพกราฟราคาวิ่งจากซ้ายไปขวาซิกแซกขึ้นลงไปมา เมื่อกราฟวิ่งมาถึงจุด A จากจุดนี้ ถ้าคุณคิดว่าทิศทางข้างหน้าที่กราฟจะไปต่อ หากคุณมองว่ามันน่าจะขึ้นก็แทงขึ้น คิดว่าลงก็แทงลง ถูกทางได้กำไร ผิดทางก็ขาดทุน! กราฟขึ้นลงเป็นจุดๆ จะแทง กำหนดลงเงินต่อจุดเท่าไหร่ก็ว่าไป! (ผมอธิบายให้เพื่อนฟังที่หน้าSushiBarแห่งนึง กินเวลาไป 3 นาที ฟังไปก็คล้ายอยู่ในคาสิโนแต่ไม่ใช่นะครับ FOREX ฟอเร็กซ์ เป็นตลาดค่าเงินโลกที่อิงภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมาดันให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหว และเราทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของมัน :)  ในตลาดฟิวเจอร์ต่างๆ จะ Options จะ TFEX ก็หลักการนี้ ไม่ใช่แค่ซื้อราคาต่ำขายราคาสูงแบบการเล่นหุ้น แต่จะมีโอกาสในการเข้าเทรดทั้งขาขึ้นและลง

การซื้อ (Buy หรือ Long) เรียกได้ทั้งสองแบบ Ex. การลอง EUR/USD คือ การซื้อเงิน EUR เปรียบเทียบกับ USD ด้วยอัตราส่วน 1 EUR : 1.3456 USD เป็นต้น เราจะออกออเดอร์ Long เมื่อเราคาดการณ์ว่าค่าอัตราแลกเปลี่ยนจะขยับตัวขึ้น หรือกราฟมีแนวโน้มที่จะขึ้น

การขาย (Sell หรือ Short) เรียกได้ทั้งสองแบบ Ex. การชอร์ต EUR/USD คือ การขายเงิน EUR เปรียบเทียบกับ USD ด้วยอัตราส่วน 1 EUR : 1.3456 USD เป็นต้น เราจะออกออเดอร์ Short เมื่อเราคาดการณ์ว่าค่าอัตราแลกเปลี่ยนจะขยับตัวลง หรือกราฟมีแนวโน้มที่จะลง

หลักสำหรับมือใหม่ง่ายๆ ท่องให้ขึ้นใจว่า Sell ที่  High / Buy ที่ Low = เพราะ Order เราจะเป็นบวก กำไร ต่อเมื่อมันไปในทิศทางที่เราคาดคะเนไว้ ลองทำพยายามทำความเข้าใจในภาพข้างล่างง่ายๆ :>

 

ในโปรแกรม MT4 เรายังสามารถตั้งการออกคำสั่งแบบAutoได้ (Pending Order) เมื่อกราฟราคาได้วิ่งมาชนจุดที่เราตั้งไว้ก็ทำการออกออเดอร์

*** จะว่าไป หลักการเทรด Forex ฟอเร็กซ์ก็มีแค่นี้ล่ะ ง่ายๆ simplyๆ ลองศึกษาจุดเปิดorderซื้อขาย, แนวรับแนวต้าน, trend, ดูกราฟบ่อยๆ มโนจุดซื้อขายดู ฝึกมองและตี trend line ในใจ ... จำไว้ว่า อยู่ในตลาดให้ได้ก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องทำกำไร ( วลี classic ) ***

ต่อไป เป็นศัพท์ เป็นเรื่องพื้นฐานที่คุณต้องรู้จะอ่านกี่รอบก็ได้ ถ้ายังเข้าใจไม่พอ แนะนำให้เอาศัพท์หรือเรื่องเหล่านั้นไปหาข้อมูลเพิ่มเติมใน Google ครับ แต่ถ้าจะให้แนะนำ ขอแนะนำว่าลองทำความเข้าใจ แล้วลองเทรดใน MetaTrader4 เลยดีกว่า เห็นภาพ บัญชี Demo นะครับ คงคล้ายๆกับภาษาอังกฤษ มัวแต่เรียน Grammar ผมว่าเอาตัวเองไปอยู่ใน อังกฤษ หรือ อเมริกาเลยดีกว่า ได้พูดได้ใช้ ห่างไกลคนไทยหน่อยนะ :>

Time Frame /

*ความสัมพันธ์กันของคำว่า BID/ASK , SPREAD , PIP , LOT ตามลำดับ ( ลองสร้าง Mind Map ในใจของคุณเองครับ )*

BID / ASK  จะมีลักษณะแบบนี้ครับ Ex. GBP/USD  bid = 1.6425   ask = 1.6428

  • BID คือ ราคาที่เราได้เมื่อออกออเดอร์ sell หรือ short
  • ASK คือ ราคาที่เราได้เมื่อออกออเดอร์ buy หรือ long
  • นึกภาพก็คล้ายๆไปซื้อทองแถวเยาวราชนะแหล่ะครับ ราคาซื้อเข้าต่ำกับราคาขายออกสูง ( status/เราเป็นลูกค้าร้านทองนะ :> )

  

  

SPREAD คือผลต่างระหว่าง bid และ ask นับค่าเป็น pip  , สเปรด เปรียบเหมือนค่าธรรมเนียมในการซื้อขายค่าอัตราแลกเปลี่ยนแต่ละครั้ง โบรกเกอร์จะได้เงินจากส่วนต่างระหว่าง bid และ ask

เช่น ราคา bid ของ GBP/USD คือ 1.6425 และ ราคา ask คือ 1.6428 ถ้าเราจะซื้อต้องซื้อที่ 1.6428 และถ้าจะขายเพื่อปิดออเดอร์ต้องขายที่ 1.6425 แปลว่าเราต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 3 pips และต้องจ่ายทุกๆครั้งทันทีในการเปิดออเดอร์แต่ละครั้งให้กับทางโบรกเกอร์ ฉนั้นทุกๆครั้งที่คุณเปิดออเดอร์คุณจะเห็นว่าตรงตัวเลข profit คุณจะเป็นลบก่อนเสมอทันที

PIP < Price Interest Point > คือ หน่วยที่เล็กที่สุดของค่าอัตราแลกเปลี่ยนนั้นๆ ซึ่งแต่ละคู่มีลักษณะการนับ PIP ที่แตกต่างกัน ขอยกตัวอย่างง่ายๆข้างล่างครับ

  • EUR/USD  Ex. ณ.เวลาปัจจุบัน ราคาของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดอยู่ที่ 1.3455 pip เราจะนับที่ผลต่างระหว่างทศนิยมตัวสุดท้าย เมื่อผ่านไป30นาที ราคาของอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1.3459 เท่ากับ อัตราได้เพิ่มขึ้นไป 4 pip / คู่นี้ใช้ทศนิยมสี่หลักในการนับ PIP
  • USD/JPY Ex. ณ.เวลาปัจจุบัน ราคาของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง ดอลล่าร์ กับ เยน มีค่าเท่ากับ 123.45 เมื่อผ่านไป30นาที ราคาของอัตราแลกเปลี่ยนกลับลงไปอยู่ที่ 123.30 เท่ากับ อัตราได้ลดลงไป 15 pip / คู่นี้ใช้ทศนิยมสองหลักในการนับ PIP

 

LOT ( Lot Size ) คือขนาดของเงินทุนที่คุณใส่เข้าไปต่อการเคลื่อนไหวของกราฟ1หน่วยซึ่งก็คือ PIP สามารถกำหนดได้ด้วยตัวคุณเองว่าจะใส่ลงไปเท่าไหร่

เช่น 0.01 = 10 Cent  ,  0.05 = 50 cent , 0.08 = 80 cent

      0.1 = 1 dollar  , 0.5 = 5 dollar , 0.7 = 7 dollar

      1.0 = 10 dollar , 5.0 = 50 dollar 

  *** ในรูปจะเป็นส่วนของกล่องที่ไว้สำหรับออกออเดอร์ โดยมีรายละเอียดให้เราสามารถตั้งค่าทั้งStopLoss/Take Profitได้ ในวงกลมแดงคือ Lot Size *** 

  

อธิบายเห็นภาพเอาแบบง่ายๆ ผมจะไม่คำนวณแบบใช้ในการอธิบายLeverageนะครับ

Ex.จากข้างต้นคู่ USD/JPY ที่ราคา 123.45 หากท่านเปิดออเดอร์ถูกทางโดยการเปิดคำสั่งShortที่ 1.0 Lot และมาปิดออเดอร์ ณ.123.30 ซึ่งมีการเคลื่อนไหวลงมาถูกทาง ได้ผลต่างอยู่ที่ 15pip (123.45-->123.30) / ท่านจะได้ Profit อยู่ที่ 15pip หักด้วย 2pip(ค่าSpreadสมมุติที่ท่านต้องเสียตั้งแต่เปิดออเดอร์ ขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์) = 13pip x 1.0 Lot = 13 Lot ท่านจะได้ profit จากออเดอร์นี้ที่ 130$ (13x10dollar)

Leverage คุณจะเห็นลักษณะดังนี้ ซึ่งในแต่ละโบรกเกอร์จะให้บริการ Leverage ต่างกัน มีตั้งแต่ 1:100 - 2000

ความหมายง่ายๆของ เลเวอเรจ (Leverage) คือ จำนวนเปอร์เซนที่ได้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อทำการเปิดออเดอร์เทรด ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณซื้อ 100 หุ้นในตลาดหุ้นโดยที่ราคาหุ้นละ 10 $ ต่อหุ้น คุณต้องใช้เงิน 1000$ เพื่อเปิดการเทรด บางโบรกเกอร์ให้คุณยืมเงินเพื่อเทรดสูงถึง 50-80% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด แทนที่คุณจะใช้เงิน 1000$ แต่คุณกลับใช้แค่ 500 $ เท่านั้น เพื่อทำการเทรด สิ่งนี้แหล่ะ ที่ทำให้เทรดเดอร์สามารถซื้อหุ้นได้มาก โดยใช้เงินเท่าเดิม หลักการณ์นี้ก็ใช้กับตลาด Forex  เช่นกัน แต่โบรกเกอร์ฟอเร็กให้คุณยืมถึง 99 % ของทั้งหมดเพื่อให้คุณเปิดการเทรดและคุณก็ใช้มันเพียงแค่ 1 % เท่านั้น ถ้าคุณต้องการเทรด 1000$ คุณใช้มันเพียงแค่ 10$ นี่แหละครับ คือความแตกต่างระหว่างตลาดหุ้นและตลาดฟอเร็กซ์ และตลาดฟอเร็กซ์ไม่ชาร์จกำไรจากการยืมของคุณด้วย 

          

ยกตัวอย่างการเทรดที่ Leverage 1:100
สมมติว่าผมต้องการซื้อ EUR ที่ 100 units ผมจะใช้เงินของผม 1  units เท่านั้นเพื่อซื้อ EUR 100 units  ถ้าซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.2750  เมื่อราคาขึ้นไปถึง 1.2800 ผลต่างของราคาเท่ากับ 50 pips  ผมพอใจแล้ว ก็ทำการขาย ผมได้กำไร 50 pips
มาดูตัวอย่างการคำนวณครับ จากหัวข้อ เรื่อง Pips และ Lot
(pip value/ราคาที่คุณปิด)  X คูณด้วย Unit ที่คุณทำการ Buy Sell
= (0.001/1.2800)x100 = 0.39 $
หรืออาจจะคิดแบบนี้ สมมติว่า ผมต้องการซื้อ EUR ที่อัตราแลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบัน EUR/USD =1.2750 เป็นจำนวน 100 $ ผมจึงใช้เงินของผม 1 $ บัญชีของผมเป็น Leverage 1:100 ดังนั้นผมต้องยืมโบรกเกอร์อีก 99$  เมื่อผมซื้อแล้ว ผมจะได้ EUR มา 78.43 Euro และเมื่อราคาขึ้นไป 1.2800 ผมได้ กำไร 50 pips ผมตัดสินใจขายยูโร ที่ผมซื้อมา จะได้ 78.43 x 1.2800=100.39 $  นี่คือกำไรของผม
100.39 $ แต่ผมได้ยืมโบรกเกอร์มา 99 $ ทางโบรกเกอร์จะหักเงินอัตโนมัติ แล้วที่เหลือก็คือ 1.39 $ สรุปคือ ถ้าได้กำไรมา 0.39 $ จากการเทรดเงิน 1 $ เมื่อราคาเคลื่อนที่ 50 pips แต่ปัจจุบันนี้ ทางโบรกเกอร์กำหนดให้เราแล้ว ว่า ถ้าราคาเคลื่อนที่ไป 1 pip ถ้าเราซื้อ 1 $ เราจะได้ 0.01 $ ดังนั้นจากตัวอย่างข้างบน ได้มา 50 pips ผมจะได้เงิน 0.50$  เท่ากับว่าผมลงทุน 1$ ได้profit มา 0.50$ = 50%

Margin

Margin คือ จำนวนทุนทั้งหมดที่เราคงมีอยู่ในพอร์ท ซึ่งก็คือวงเงินของเรา

Available Margin= วงเงินคงเหลือที่ใช้ซื้อขายได้ (Free Margin)

Used Margin= วงเงินที่เราใช้ไป

สูตรการคำนวณ  Available Margin = เงินในบัญชี – Used Margin (+ Profit หรือ – Profit) เมื่อเริ่มต้นเรามีเงิน $10 ยังไม่ได้เทรด Used Margin เป็น 0 เราก็จะมี Available Margin=10.0 ถ้าเราทำการเทรดซื้อ EUR/USD ไป $1 จะเกิด Used Margin=1.0 และเหลือ Available Margin เกือบ 10.0 (เนื่องจากถูกหักค่า Spread 2 pips เป็นค่าติดลบใน Profit) ถ้าราคาขึ้นไปจนเราได้กำไร +10 point เราจะได้Profit=0.1 ค่า Available Margin จะเพิ่มเป็น 10.1 point ถ้าราคา + ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะได้ Available Marginเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ถ้าเราขาดทุน ค่า Profit จะติด – และ Available Margin เราจะลดลงแทน เป็น Profit=-9.9 หากเราไม่ตัดขาดทุนจะลดลงไปเรื่อยๆ จน Margin เกือบหมดเราจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ เรียกว่า Margin Call หรือที่เรียกว่า "ล้างพอร์ท" ก่อนที่จะโดน Margin Call ควรตัดขาดทุน หรือหากลยุทธ์เพื่อรักษาทุนไว้ก่อน อยู่ให้รอดในลาดให้ได้ กำไรค่อยตามมาครับ

 
  *** ภาพแสดงในส่วนของTERMINALใน MT4 แสดงค่า Balance Equity Margin FreeMargin และ MarginLevel ตามลำดับ***
     
        
 
Balance  ยอดเงินทุน ณ.เวลานั้นที่ยังไม่ได้นำ กำไรและขาดทุน จากออร์เดอร์ที่กำลังเปิดอยู่มาคำนวณ

Equity ยอดเงินที่แสดงแบบเรียลไทม์  โดยนำกำไร ขาดทุน จากออร์เดอร์ที่กำลังเปิดอยู่มารวมไว้ด้วย ( ตัวเลขที่หักลบแล้ว ปกติผมจะดูตัวนี้มากกว่า )
 
Margin Level  คือ อัตราส่วนระหว่าง Equity ต่อ Margin  มีวิธีคิด % ดังนี้   Margin Level = Equity/Margin X 100 ฉนั้นตรงค่า Margin Level ตรงนี้ % ยิ่งเยอะยิ่งดี ถ้าลดน้อยลงมากจนตัวเลขแดง (พอร์ทแดง) ออเดอร์ก็จะถูกปิดเองโดยระบบของโบรกเกอร์นั้นๆ แตกต่างกันไปตามบัญชีที่เปิด 
 
Margin Call ( ล้างพอร์ท ) เกิดในกรณีที่ยอด Equity ของเราติดลบมาจนเท่ากับยอด Balance ที่ เรามี ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วทางโบรกเกอร์ก็จะสั่งให้ตัดยอดทันทีครับ คำนี้ไม่มีไครต้องการพบเจอครับ มีหนังสนุกเรื่องนึงเรื่องราวเกี่ยวกะตลาด NYSE ลองหามาดูครับชื่อ Margin Call
 
Take Profit & Stop Loss
  • Take Profit (TP) คือ ราคาหรือ Target ณ.จุดที่เราคาดว่าจะเข้าปิดออเดอร์เพื่อเก็บทำกำไร
  • Stop Loss (SL) คือ ราคา ณ.จุดขาดทุนที่เรายอมรับได้
  • ทั้งสองคำข้างต้นเราสามารถที่จะตั้งคำสั่งการปิดออเดอร์แบบ Auto ได้จากในโปรแกรม MetaTrader ในกรณีที่เราไม่ต้องการเฝ้าหน้าจอหรือกลัวว่าจะปิดออเดอร์แบบ Manual ไม่ทันในราคาที่ตั้งใจปิดไว้

Swap คือ ค่าธรรมเนียมในการถือ ออเดอร์ ซื้อ-ขาย ข้ามวัน การคิดเงินขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ลงทุนไป(Lot Size) และจำนวนวันที่ถือออเดอร์ ยิ่งออเดอร์มี Lot Sizeใหญ่ ยิ่งต้องจ่ายมาก  ค่าธรรมเนียมจะคิดทุกวันที่ตราบใดที่ท่านยังคงถือออเดอร์อยู่ ( คิดข้ามช่วงเวลาเที่ยงคืนตามเวลา Server ในโปรแกรม MT4) ค่า Swap ของแต่ละสกุลเงินสามารถเข้าไปดูได้ที่ MT 4 -> หน้าต่าง Market Watch -> คลิกขวา เลือก Symbols -> เลือกสกุลเงินที่ต้องการ -> กดปุ่ม Properties จะแสดงค่า Swap Long (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ซื้อ) และ Swap Short (ค่า Swap สำหรับออเดอร์ขาย) 

Expert Advisor หรือ EA
เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาใน MetaEditor เขียนขึ้นมาเพื่อให้ MT4 ทำการซื้อขายตามเงื่อนไขที่เราเขียนไว้ในโปรแกรมให้อัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน ( 23 May 2018 ) EA ได้มีการพัฒนาไปมากในช่วง 7-8 ปีให้หลัง สำหรับในเมืองไทยผมเห็น EAจากฝีมือคนไทยดีๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จากทัศนคติและประสบการณ์ที่เคยใช้ EA มา ส่วนตัวได้เปลี่ยนจากแง่ลบมาเป็นในแง่บวก หากเราเลือกให้เหมาะและใช้มันเป็นเพื่อประหยัดเวลาและทุ่นแรง

Visitors: 39,650