CRYPTO CURRENCY / BLOCKCHAIN / DeFi

CRYPTO CURRENCY  เปลี่ยนโลกการเงิน 2021

Cryptocurrency, Bitcoin และ Blockchain คำสามคำนี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่างสกุลเงินปกติกับสกุลเงินดิจิทัล 

Cryptocurrency คือ สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่จะต้องมีการเข้ารหัสเพื่อให้นำไปใช้งานได้ในแหล่งดิจิทัลที่มีการยอมรับ ซึ่งการที่ Cryptocurrency จะมีค่าขึ้นมาได้นั้นจะต้องเกิดจากความยินยอมของคนในพื้นที่ที่รับรู้ร่วมกันว่ามันคือสิ่งที่มีมูลค่า เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างธนบัตร หรือเหรียญ มาเป็นการเข้ารหัสในคอมพิวเตอร์ ผ่านเทคโนโลยีเครือข่าย Blockchain นอกจากนี้ Cryptocurrency ยังมีสกุลเงินอีกมากมาย ซึ่ง Bitcoin ก็เป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

 

Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกของ Cryptocurrency ที่อยู่บนระบบ Blockchain ซึ่งจะต้องมีการเข้ารหัสลับเพื่อทำธุรกรรม โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางอย่างหน่วยงาน สถาบัน หรือธนาคารแต่อย่างใด ถึงแม้ว่า Bitcoin จะจับต้องไม่ได้ แต่สามารถนำไปใช้แลกเปลี่ยนซื้อ/ขายสินค้ากันจริงๆ ในโลกออนไลน์ได Bitcoin เป็นแค่เพียงหนึ่งสกุลเงินของ Cryptocurrency เท่านั้น ยังมีสกุลเงินอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ยังไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับ Bitcoin

Bitcoin ถูกดูแลภายใต้ระบบ Blockchain ที่ทำงานโดยอัลกอริทึม "การขุดคอยน์" อธิบายง่าย ๆ ก็คล้าย ๆ กับการที่เราเข้าไปขุดทองในเหมือง แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบมาทำในระบบคอมพิวเตอร์แทน โดยจะต้องนำคอมพิวเตอร์ของเราไปเป็นเซิร์ฟเวอร์ให้ระบบบิตคอยน์ใช้ในการเก็บธุรกรรมต่าง ๆ จึงจะได้รับค่าตอบแทนคือเงินบิตคอยน์ แต่การจะได้ค่าตอบแทนนั้นจะต้องแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ให้ได้ ซึ่งต้องแข่งกับคนอื่น ถ้าทำสำเร็จเราก็จะเป็นเจ้าของบิตคอยน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการขุดนั่นเอง สำหรับความยากง่ายของการขุด ขึ้นอยู่กับจำนวนบิตคอยน์ที่เหลืออยู่ในระบบที่ถูกกำหนดสูงสุดไว้ที่ 21 ล้านหน่วย เพราะฉะนั้นยิ่งจำนวนบิตคอยน์เหลือน้อย การแก้สมการก็ยิ่งยากมากขึ้น รวมถึงความแรงของการประมวลผลคอมพิวเตอร์เราด้วยที่ต้องมากขึ้นตามความยากของการขุด ทำให้เราเห็นข่าวเรื่องที่คนหันมาซื้อการ์ดจอแรง ๆ เพื่อมาแข่งกันขุดบิตคอยน์นั่นเอง คอมพิวเตอร์ของใครแรงกว่าก็จะมีโอกาสแก้สมการได้เร็วกว่า ส่วนจำนวนเงินที่ได้จากการขุดถูกกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งช่วงแรกจะได้ครั้งละ 50 BTC โดยจำนวนเงินที่ได้จะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันเหลือแค่ประมาณ 6 BTC

Bitcoin ถูกคิดค้นโดย ชาวญี่ปุ่นตนนึงชื่อ Satoshi Nakamoto ( ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ) ได้ทำการทดลองและทดสอบซอฟต์แวร์ของ Bitcoin อีกหลายๆครั้งก่อนที่จะนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างจริงจังในเดือนมกราคม ปี 2009 โดยวันที่ 3 มกราคมปีดังกล่าวนั้น ถือเป็นวันแรกของโลกที่ ฺBlock แรกของ Bitcoin ถูกขุดขึ้นมา ซึ่งถือเป็นวันที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของวงการ Crypto Currency เลยก็ว่าได้ 

Satoshi Nakamoto นั้นยังเป็นผู้สร้างเว็บ Bitcoin.org ที่เขาใช้เป็นสถานที่ๆพูดคุยและทำงานร่วมกับนักพัฒนาคนอื่นๆแบบไม่เปิดเผยตัวตน โดยการทำงานของเขานั้นจะผ่านอินเทอร์เนตตลอดและจะไม่มีใครสามารถรู้ตัวตนของเขาได้ ซึ่ง ณ ตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ว่า Satoshi Nakamoto เป็นผู้หญิง หรือผู้ชาย หรือเพศทางเลือก จนกระทั่งสองปีให้หลัง เขาก็ประกาศขอโอนมอบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายนักพัฒนาให้กับ Developer คนอื่น ผ่านทางอีเมลล์ และยุติบทบาททุกอย่างที่เกี่ยวกับ Bitcoin ในเดือนธันวาคม ปี 2010 แบบไม่เปิดเผยตัวตน ผมเองยังสงสัยว่าเค้าเป็นใคร โพสต์ข้อความสงสัยลงใน Facebook ในตอนนั้น และปล่อย Bitcoin ไปช่วงราคาเพียง $500 / BTC ( ตอนนั้นความน่าเชื่อถือยังมีอยู่น้อยครับ ปี 2013 หรือ 14 นี่แหล่ะ ลืมมม สมัยนั้นยังลงทุนกับเครื่องขุดกันอยู่ :> ) 

ก่อนที่เราจะไปต่อเรื่อง CryptoCurrency ขอแวะมาที่ระบบที่ใช้รองรับอย่าง Blockchain / สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้จักหากคุณอยากเทรด Crypto  

Blockchain คือ เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง โปร่งใส ไม่มีการผ่านคนกลาง ทำงานบนระบบที่สามารถควบคุมตัวเองได้ โดย Blockchain จะเก็บข้อมูลไว้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของคนทั่วไปที่อยู่ในระบบ ทำให้เป็นเครือข่าย Decentralized (ระบบโครงสร้างที่มีฐานข้อมูลแบบการกระจายตัว) ส่งผลให้เกิดการแทรกแซงข้อมูลขึ้นได้ยากมาก เพราะแฮกเกอร์จะต้องแฮกข้อมูลของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบ เครือข่ายถึงจะล้มเหลว

**หลักการทำงานของ Blockchain**

ข้อมูลจะถูกบันทึกลงในกล่องสี่เหลี่ยม (Block)

โดยจะมี Hash (แถวของตัวเลขและตัวอักษรที่จะไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละ Block) เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่าง Block

เมื่อข้อมูลเต็มแล้ว Block ใหม่จะถูกสร้างขึ้น โดยแต่ละ Block จะมีข้อมูล Hash ของอันก่อนหน้า ซึ่งจะต้องเหมือนกัน จึงจะถือว่าข้อมูลถูกต้อง

Block จะต่อท้าย Hash กันไปเรื่อย ๆ หากเกิดการเปลี่ยนข้อมูลของ Block ใดไปทำให้ไม่ตรงกับ Block ก่อนหน้า ก็จะส่งผลให้ Block ถัดไปทั้งหมดใช้งานไม่ได้

หลักการทำงานพื้นฐานของ Cryptocurrency 

 อย่างที่บอกว่า Cryptocurrency เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล จึงหมายความได้ว่าไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมหรือจัดการโดยหน่วยงานทางการเงินสากลใด ๆ โดยสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้จะทำงานอยู่บนระบบ Blockchain และแต่ละเหรียญ Cryptocurrency จะถูกบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานว่าใครเป็นเจ้าของ เป็นการบันทึกร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย (Peer) ดังนั้นทุกคนในเครือข่ายจะสามารถเห็นยอดคงเหลือของทุกบัญชีได้ ทีนี้เรามาดูกันว่าวิธีการทำธุรกรรม Cryptocurrency มีหลักการอย่างไรบ้าง

คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของคนในเครือข่ายจะมี Public Key เปรียบเสมือนเลขที่บัญชี และ Private Key เปรียบเสมือนการเข้ารหัส หรือลายนิ้วมือ ซึ่งจะมีแค่เจ้าของเท่านั้นที่มี

เราจะต้องใช้ Private Key เพื่อเข้าสู่บัญชีของตัวเอง แล้วระบุจำนวนเหรียญ เพื่อโอนไปยัง Public Key ของผู้รับ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกบันทึกลง Blockchain แล้วเข้ารหัสด้วยวิธี Hash Function และส่งสัญญาณประกาศให้คนทั้งเครือข่ายรับรู้ และรับรองความถูกต้องของธุรกรรม

ต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัย และความถูกต้องโดยนักขุด (Miner) โดยใช้กระบวนการ Proof of Work คือ นักขุดต้องเดาคำตอบของการถอดรหัส Hash Function ให้ถูกต้อง แต่ถ้ามีนักขุดหาคำตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ ก็จะยึดคำตอบส่วนมากของคอมในเครือข่ายเป็นอันที่ถูก และมีรางวัลเป็นเงินดิจิทัลนั่นเอง

สกุลเงิน Cryptocurrency มีอะไรบ้าง ?

นอกจาก Bitcoin (BTC) ที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกของ Cryptocurrency แล้ว ยังมีสกุลเงินดิจิทัลตัวไหนอีกบ้างที่ได้รับความนิยม ผมขอยกตัวอย่างมาบางส่วน เช่น

Bitcoin Cash (BCH) – สกุลเงินที่พัฒนาออกมาจาก Bitcoin ทำให้มีการโอนที่ไวขึ้น และมีค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า BTC

Ethereum (ETH) – สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายธุรกรรม ถูกยอมรับจากหลายองค์กรชั้นนำ โดยมีการก่อตั้งกลุ่ม EEA เพื่อร่วมกันพัฒนา วิจัยเพิ่มความสามารถของสกุลเงินนี้

Litecoin (LTC) – เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีความเร็วในการประมวลผลทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้เร็วกว่า Bitcoin ถึง 4 เท่า ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2011 โดย Charlie Lee อดีตวิศวกร Google

Ripple (XRP) – เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีบริษัท Ripple เป็นผู้ดูแลปริมาณเงินในระบบทั้งหมด มีความเสถียรและเป็นเงินดิจิทัลหลักสำหรับใช้แลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ 

Stellar (XLM) – สกุลเงินที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก Ripple เพื่อทำให้เป็นเงินดิจิทัลสำหรับถ่าย โอน แลกเปลี่ยนกับสกุลเงินหลัก และรองรับการใช้งานของคนทั่วไปที่ถ่ายโอนเงินจำนวนไม่มากนัก

Cryptocurrency ต่างจากสกุลเงินปกติทั่วไปยังไง ?

สกุลเงินปกติ (Normal Currency) เช่น เงินบาท เงินดอลลาร์ เงินหยวน จะผลิตออกมาโดยธนาคารกลางของรัฐในรูปของธนบัตรหรือเหรียญ สามารถทำธุรกรรมได้ในลักษณะการใช้เงินสด หรือรูปแบบออนไลน์ผ่าน Digital Payment อย่าง PromptPay, True Wallet หรือ Alipay ซึ่งผู้รับเงินจะได้รับเงินสดจริง ๆ ระบุตัวตนได้ว่าเงินอยู่ที่ใคร

สกุลเงินดิจิทัล Cryptocurrency เช่น Bitcoin แตกต่างจากสกุลเงินปกติ ตรงที่ไม่สามารถจับต้องได้เหมือนกับธนบัตร หรือเหรียญทั่วไป มันมีมูลค่าในตัวเองก็ต่อเมื่อผู้คนให้ค่าในสกุลเงินนั้น ๆ ตรงกันทั้งสองฝ่าย เปรียบเสมือนสินทรัพย์ทั่วไป เช่น ทอง หรือพระเครื่อง ที่ผู้คนสร้างมูลค่าขึ้นมาเอง และไม่มีตัวกลางในการควบคุม จึงใช้ระบบ Blockchain เข้ามาช่วยในการทำธุรกรรม

2021 Bitcoin ยังเป็นที่นิยมของนักลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  นอกจากบิทคอยน์แล้ว ก็ยังมีสกุลเงินดิจิตอลอื่นๆ อย่าง ETH , XRP ...etc ที่คนไทยนิยมเทรด และราคาถีบตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด จนเหล่าเทรดเดอร์ อยากเข้ามาเก็งกำไรกันอย่างมากมายในช่วงปีที่ผ่านมา  ผมเจอคำถามบ่อยๆว่า แล้วปกติเค้าเทรดกันที่กระดานเทรด ผู้ให้บริการการเทรด ที่ไหนกันล่ะคะ ?

สำหรับผู้เริ่มต้น คุณต้องมีกระเป๋าเงิน(wallet)ที่จะเก็บ bitcoin ซะก่อน ซึ่งกระเป๋าเงินที่ดูน่าเชื่อถือสำหรับคนไทยตอนนี้ ที่เป็นที่นิยมสนใจ ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายจาก ก.ล.ต. ของประเทศไทย ผมขอยกมา 2 ที่ ที่เด่นๆ คือ 

Zipmex.co.th FREE ไม่มีค่าธรรมเนียม ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นรายเดียวในไทยที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการซื้อขาย มีเหรียญให้เทรด 15 เหรียญ มีการให้ดอกเบี้ยจากการซื้อเหรียญด้วย สินทรัพย์ได้รับการทำประกันจากหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ Zipmex เป็นผู้ให้บริการที่เปิดทำการในหลายประเทศ มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับของประเทศนั้น ๆ ก่อนการเปิดใช้งาน ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ว่าการซื้อขายนั้นถูกต้องถูกกฎหมาย เป็นไปตามกฎและข้อบังคับของประเทศ ทำให้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

Bitkub.com เว็บชื้อขายบิทคอยน์และเหรียญดิจิตอลอันดับต้นๆของไทย Bitkub เปิดให้ซื้อขายบิทคอย์และเหรียญอื่นๆ เช่น ETH,XRP ทั้งนี้ยังมีเหรีญดิจิตอลอื่นๆร่วม 38 เหรียญ ปริมาณการซื้อขายต่อวันหลักหลายร้อยล้านบาท ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายบิทคอย์และเงินดิจิตอลอยู่ที่ประมาณ 0.25 % ฟรีค่าธรรมเนียมในการการฝากเงินคริปโตทุกสกุล  เทรดง่าย แพลคฟอร์ม ใช้ภาษาไทย ใช้งานง่าย จึงทำให้สะดวกต่อการเทรดบิทคอย์มากกว่าเวบเทรดบิทคอยน์อื่นๆ

และอีกเจ้านึงระดับโลกคือ Binance

Binance ถือเป็น แพลตฟอร์ม ซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่มีเครือข่ายทั่วโลกและยังรองรับสกุลเงินต่างๆให้สามารถเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนได้มากมายรวมถึงเงินบาทด้วยเช่นกัน ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 2017 เป็นกระดานเทรดที่เกิดขึ้นมาไม่นานแต่ก็มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ลูกเล่นบนแพลตฟอร์มค่อนข้างเยอะ เหรียญมีมากมายกว่า 150 เหรียญ ฟีเจอร์มากมายเป็นภาษาอังกฤษ ตอนผมเริ่มลองเล่นยังมีอาการสับสน ผ่านไปหนึ่งวันก็ง่ายๆสบายๆ  ลูกเล่นเยอะ มีการแข่งขัน ค่าธรรมเนียม 0.10 % นอกจากนี้ยังมีเหรียญของตัวเองชื่อ BNB เปิดตัวเมื่อปี 2017 

*เทคโนโลยีของ BlockChain และการเติบโตของวงการ Crypto ได้ถูกต่อยอดพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุด Decentralized Finance (DeFi) ที่จะมาพลิกโฉมโลกการเงินไปในอนาคต ( หากไม่โดนสกัดดาวรุ่ง )

Decentralized Finance (DeFi) ( ปัจจุบันการลงทุนใน Defi เป็นที่นิยมมาก ๋February 2021 )

Decentralized Finance (DeFi) คือระบบการเงินรูปแบบใหม่ ที่ให้เราทำธุรกรรมทางการเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอน จำนอง กู้ยืม การให้ดอกเบี้ย อื่นๆ แบบที่ไม่ต้องมีตัวกลางอย่างสถาบันการเงินมารับรอง รองรับ แบบที่เราเคยๆ ทำมาตลอด

โดยปกติแล้ว การทำธุรกรรมทางการเงินจะต้องอาศัยความเชื่อใจ เชื่อมั่นเป็นหลัก เช่น เราจะให้ใครยืมเงินคือต้องเชื่อมั่นในคนนั้นมากๆ ว่าจะคืนเงินเรา ตัวกลางอย่างธนาคารจึงเข้ามาเป็นตัวกลางสร้างความเชื่อใจนี้ แทนที่เราจะให้ใครก็ไม่รู้ยืมเงิน เรากลับมาเปลี่ยนเป็นการฝากเงินให้ธนาคาร แล้วธนาคารก็ไปปล่อยกู้อีกที แน่นอนว่าตัวกลางนี้ก็จะต้องมีค่าดำเนินการ มีข้อบังคับของแต่ละธนาคารที่ต่างกัน รวมถึงความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 

Decentralization System อย่าง Decentralized Finance (DeFi) จึงต้องการเข้ามาจัดการธุรกรรมทางการเงินด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เช่น Smart Contract ที่อยู่บน Blockchain แทนการเชื่อตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน เป็นระบบที่ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบได้ ทุกคนมีส่วนช่วยกันดูแลและพัฒนา จนเราทำธุรกรรมทางการเงินได้เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ไม่ต้องมีตัวกลางมาเพิ่มค่าใช้จ่ายและทำให้ธุรกรรมช้าลงไปกว่าที่ควรจะเป็น

หนึ่งในนวัตรกรรมที่ทำให้ DeFi เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกับนักลงทุนรายย่อยก็คือการทำ Yield Farming ผ่าน Liquidity Pool ของ Decentralized Exchange (DEX) อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือหากเป็นตลาดหลักทรัพย์ในโลกการเงินปกติ สภาพคล่องซื้อขายที่เกิดขึ้นในตลาดจะเกิดจากเงินของนักลงทุนที่เข้ามาซื้อขายในตลาด ขณะที่ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางซื้อขายก็จะนำเอาเม็ดเงินนั้นไปต่อยอด เช่น ปล่อยกู้ หรือสร้างตราสารอนุพันธ์ เพื่อนำค่าธรรมเนียมหรือ ดอกเบี้ยที่เก็บจากลูกค้ามาเป็นรายได้

ส่วนหลักการของ Yield Farming จะเปิดให้นักลงทุนนำสินทรัพย์ดิจิทัล(Ex.Bitcoin)เอามาฝากเป็นหลักประกันและแหล่งเงินทุนให้กับ Decentralized Exchange ที่ยังมีสภาพคล่องซื้อขายไม่มากนัก เพื่อที่จะนำไปใช้สร้างสภาพคล่องภายในแพลตฟอร์ม โดยจะทำการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ที่นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาฝากในรูปแบบที่คล้ายกับดอกเบี้ย  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Decentralized Exchange ได้รับเงินทุนมาใช้สร้างสภาพคล่องซื้อขายโดยไม่จำเป็นต้องขอระดมทุนจากใคร ส่วนนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับ Passive Income เพราะเพียงแค่ฝากสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ถึงระยะเวลาที่กำหนดก็จะได้ผลตอบแทน (อย่างไรก็ตามผลตอบแทนไม่มีความแน่นอนขึ้นอยู่กับดีมานด์ของตลาด)

*แต่สิ่งที่ทำให้กระแสYield Farming เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วก็คือผลตอบแทนที่จ่ายให้ในระดับที่ “สูง” บางแพลตฟอร์มเมื่อคำนวนออกมาแล้วจ่ายผลตอบแทนรายวันในระดับ “เลขสองหลัก” บางแพลตฟอร์มกล่าวอ้างว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้ระดับ “พันเปอร์เซนต์” ต่อปี เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันที่ต่ำเรี่ยดินใกล้ระดับ 0%  *ลองดู Youtube ทางด้านล่างเพิ่มเติม*

Cr.The Secret Sauce

 *ปัจจุบัน 2020/21 DeFi ทำให้ความนิยมการลงทุนใน Yield Farming เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ผมเห็น Forex Trader รอบๆตัว กระโดดเข้ามาลงทุนกันเต็มไปหมด เพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจาก Coin ที่เราๆได้ซื้อไว้ให้งอกเงย เสมือนธนาคารในปัจจุบัน ลอง Register เข้าไปดู Feature ต่างๆได้ทาง ฺBinance Banner ทางด้านล่าง หรือ  *CLICK ้here*

 

* TOPICS ต้องรู้ *

10 วิธีสร้างรายได้จาก Bitcoin > click <

ศัพท์ต้องรู้แห่งโลก CryptonCurrency > click <

Binance *Register & Trading > click <

COIN & TOKEN ต่างกันอย่างไร ? > click <

ประเภทของ CRYPTO CURRENCY > click <

จะหารายได้ทางไหนใน CryptoCurrency 2 ? > click <

Million Things about Cyptocurrency > CLICK <

 

www.BangkokForex.com Online Trading Since 2012 FullTimeTRADER อาชีพในฝันกับตลาดค่าเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก FOREX CurrencyExchange CyptoCurrency StockIndex GOLD OiL... Etc การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาอย่างละเอียดก่อนการลงทุน BangkokForex *ไม่สนับสนุนการระดมทุนในทุกกรณี
Visitors: 51,891